ยุคเอโดะ

posted on 07 Nov 2011 13:24 by somchaijiu

บทความต่อไปนี้จะเป็นการเล่าเรื่องราวความเป็นมาของประเทศที่ผมรัก และคิดว่าคุณก็คงจะรักด้วยเมื่อได้รู้จักกับเขามากขึ้น  ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่ ทีวีแชมเปี้ยน โดราเอมอน ราเมง ซูชิ เกอิชา ยากูซ่า ภูเขาไฟฟูจิ ประเทศนี้ยังมีเรื่องราวที่น่าค้นหามากมาย จากประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ปิดตัวเองจากโลกภายนอก สู่ประเทศที่เร่งพัฒนาตามตะวันตก จนกลายเป็นมหาอำนาจทางทหารในแถบเอเชียบูรพา แล้วก็ต้องตกต่ำถึงที่สุดด้วยฤทธาแห่งปรมาณู กว่าจะกลับมาผงาดอีกครั้ง ในฐานะประเทศที่เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว พร้อมเสน่ห์ที่น่าค้นหาของความสุดขั้วในเกือบทุกแง่มุมของความเป็น ประเทศญี่ปุ่น ผมจะค่อยๆ พาคุณเข้าไปทำความคุ้นเคยกับ ญี่ปุ่น แล้ว คุณจะรัก 

 

ญี่ปุ่นสนุกนึก

posted on 05 Nov 2011 11:30 by somchaijiu

 

 

 

กอก.jpg

 ณ ริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา ปากคลองบางหลวง ครั้งแผ่นดินกรุงธนบุรี

ชาวจีนฮกเกี้ยนกลุ่มหนึ่งได้อพยพตามองค์เหนือหัวพระเจ้าตากสิน

มาสร้างบ้านฐานถิ่นอยู่บริเวณนี้และเมื่อมีชุมชนก็ย่อมต้องมีสถานที่

ไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจและปกปักรักษาชุมชน ศาลเจ้าจึงได้ถูกสร้างขึ้น

สองศาลด้วยกัน คือ ศาลเจ้าโจวซือกง(พระหมอ) และศาลเจ้ากวนอู

เทพแห่งความซื่อสัตย์ ต่อมาเมื่อผลัดแผ่นดินเข้าสู่ยุครัตนโกสินทร์

มีการย้ายเมืองหลวงไปอยู่ฝั่งพระนคร ชาวจีนฮกเกี้ยนแถบนี้ก็ได้

โยกย้ายอีกครั้งตามศูนย์กลางใหม่ของบ้านเมืองไปลงหลักปักฐาน

อยู่ที่ตลาดน้อยจรดสำเพ็ง (ที่ตลาดน้อยปัจจุบันมีศาลเจ้าโจวซือกง

อยู่ส่วนที่สำเพ็งก็มีศาลเจ้ากวนอู) ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ศาลเจ้าเดิม

ทั้งสองศาลถูกปล่อยให้ทิ้งร้างไป

จนกระทั่งครั้งแผ่นดินพระนั่งเกล้าเมื่อเจ้าสัวโต เจ้าพระยานิกรบดินทร์

(ต้นสกุล"กัลยาณมิตร")ได้บริจาคที่สร้างวัดกัลยาณมิตรขึ้นมานั้น

มีชาวจีนฮกเกี้ยนจากเมืองเจียงจิวและจัวจิวสองคน คนหนึ่งแซ่ตั้ง

(ต่อมาเป็นสกุล"ตันติเวชกุล")คนหนึ่งแซ่ซิ้ม(ต่อมาคือสกุล"สิมะเสถียร")

มาเห็นศาลเจ้าที่ชำรุดทรุดโทรมก็ให้สลดสังเวชใจจึงชักชวนชาวบ้าน

แถบนั้นช่วยกันรื้อศาลทั้งสองลงแล้วตั้งศาลเจ้าขึ้นมาใหม่เป็นศาลเดียว

อัญเชิญเจ้าแม่กวนอิมจากศาลเจ้าแซฮุ้นเต็ง มณฑลฮกเกี้ยนมา

ประดิษฐานเป็นประธาน และได้นำระฆังใบใหญ่จากศาลเจ้านั้นมาด้วย

บนองค์ระฆังยังมีข้อความจารึกไว้ว่า"ระฆังนี้ผู้มีจิตศรัทธาหล่อถวาย

เจ้าแม่กวนอิม ในรัชสมัยจักรพรรดิเต้ากวง ราชวงศ์ชิง"

ศาลเจ้าสร้างเสร็จสมบูรณ์ตรงกับฤดูใบไม้ผลิปีที่ 25

ในรัชสมัยจักรพรรดิกวงสูประมาณปี 2445 ตั้งชื่อว่า

"ศาลเจ้าเกียนอันเกง" หมายความว่า"อารามที่สร้างความสงบสุข"

โดยหมายเอาองค์เจ้าแม่กวนอิมซึ่งจะประทานพร

และดูแลชาวจีนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมา

กอก2.jpg

กอก1.jpg

ศาลเจ้าเกียนอันเก๋ง ยังเป็นที่มาของชื่อชุมชนแห่งนี้

ตามวินิจฉัยของกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ทรง

อธิบายไว้ในสาส์นสมเด็จ ทรงมีไปถึงพระเจ้าบรมวงศ์เธอ

เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ว่า ..ที่เรียกว่ากุฎีจีนนั้น

มีกุฎีจริงและเป็นของสำคัญในโบราณคดีด้วย หม่อมฉันก็

เผอิญไปรู้เห็นมาโดยมิได้คิดคาด ครั้งหนึ่งหม่อมฉันรับเชิญ

ไปช่วยงานหล่อระฆังใหญ่ที่วัดกัลยาณมิตร กระบวนการงาน

ออกจะยุ่งต้องคอยอยู่นานกว่าชั่วโมง หม่อมฉันจึงไปเที่ยว

ดูวัดกัลยาณมิตร ไปถึงเขตวัดทางด้านใต้ที่ริมคลองกุฎีจีน

แลดูข้ามฟากคลองไป เห็นศาลเจ้าจีนอยู่ทางฝั่งโน้นห่างลับ

แม่น้ำเข้าไปสักสองเส้น...

ซึ่งงานหล่อระฆังที่สมเด็จกรมพระยาดำรงตรัสถึงนั้น

คืองานหล่อระฆังใหญ่ที่สุดในเมืองไทยของวัดกัลยาณมิตร

ซึ่งเริ่มหล่อในปี 2474 โดยพระสุนทรสมาจาร(พรหม)

และกรรมการวัด 7 นาย ว่าจ้างให้ช่างชาวญี่ปุ่นหล่อขึ้น

หนึ่งในกรรมการวัดมีนายสิน สิมะเสถียร (ซิมโปม่วย)

ผู้ดูแลศาลเจ้าเกียนอันเกงในครั้งนั้นรวมอยู่ด้วย


ศาลเจ้าเกียนอันเกง แม้จะเป็นศาลเจ้าเล็กๆ ที่เงียบสงบ

ซ่อนตัวอยู่ข้างๆ วัดกัลยาณมิตรอันใหญ่โต แต่แทบทุกตารางนิ้ว

ของศาลเจ้ากลับมีความงามฉายชัดออกมาให้เห็น

ทั้งกระเบื้องโค้งแบบจีน และวิธีมุงหลังคาแบบจีนแท้ๆ

ภาพเสี้ยวกาง(ทวารบาล) บนบานประตู หน้าต่างไม้แกะสลัก

ที่อ่อนช้อย และอีกมากมายที่บรรยายไม่หมด อยากให้ใครๆ

ได้ไปเยี่ยมชมกัน ปัจจุบันศาลเจ้าเกียนอันเกงยังคงอยู่

ในความดูแลและจัดการของคนในสกุล สิมะเสถียร

ศาลเจ้าเกียนอันเกง ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม

ดีเด่น ประเภทปูชนียสถานและวัดวาอาราม ปี 2551

ลองไปเยือนสักครั้ง ความงาม และความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้านี้

จะสร้างความสงบสุขให้กับคุณสมดังนามแห่งศาลเจ้าเกียนอันเกง

edit @ 4 Nov 2009 17:36:33 by คนแซ่จิว